View All

มอนิเตอร์ตลาดรับสร้างบ้านปี 62 คาดเติบโตระดับ 5-8% แม้จะขยายตัวสูงกว่าภาพรวมเศรษฐกิจ เหตุมีหลายปัจจัยกดดัน การเมืองแม้จะชัดเจนเรื่องเลือกตั้ง ราคาวัสดุก่อสร้ง เหล็ก คอนกรีต ปรับขึ้นแล้วเฉลี่ยอย่างละ 5% และแรงงาน

ระบุเทรนด์ปีหน้า บ้านผู้สูงอายุยังมาแรง เผยผลงานปี 61 สมาคมฯ สร้างมูลค่าการเติบโตได้ 10% หรือ 11,500 ล้านบาท จากเป้าต้นปี 5% ปัจจัยคนรุ่นใหม่ ตัดสินใจสร้างบ้านในเมือง ไม่นิยมคอนโดฯ รับเรื่องภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง

นางศิริพร สิงหรัญ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA) กล่าวถึงแนวโน้มตลาดรับสร้างบ้านในปี 2562 เชื่อว่า ตลาดจะยังคงเติบโตต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 5-8 % โดยมีสัญญาณที่ดีทางเศรษฐกิจมาตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2561 โดยสินค้ากลุ่มหลักเป็นบ้านราคามากกว่า 20 ล้านบาท สัดส่วน 28% ของยอดขายรวม (เดิมแชร์ 10%) รองลงมาเป็นกลุ่มราคา 5-10 ล้านบาท คิดเป็น 26% ของยอดขายรวม ส่วนที่เหลือ คือ บ้านกลุ่มราคาต่ำกว่า 2.5 ล้านบาท สัดส่วน 5% กลุ่มราคา 3-5 ล้านบาท สัดส่วน 22% และกลุ่มราคา 10-20 ล้านบาท สัดส่วน 19% แต่ยังมีปัจจัยกังวล คือ ภาคธุรกิจส่งออก ที่ยังไม่มีความชัดเจน หรืออาจมีความเสี่ยงจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน เพราะขณะนี้เริ่มเห็นผลกระทบบ้างแล้ว รวมถึงต้นทุนค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้น เช่น สินค้าเหล็กที่ปรับขึ้นเฉลี่ย 5% คอนกรีตที่ผู้ผลิตสินค้าดึงส่วนลดราคาไปเฉลี่ย 5% ตามราคาวัสดุก่อสร้างปรับเพิ่มขึ้น จากโครงการภาครัฐต่างๆ ที่มีการเร่งโหมการก่อสร้าง และต้องใช้วัสดุก่อสร้างจำนวนมาก รวมถึงปัญหาแรงงาน เนื่องจากในประเทศมีความต้องการแรงงานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศพม่า กัมพูชา เศรษฐกิจกำลังพัฒนา และมีการลงทุนโครงการต่างๆ เป็นจำนวนมาก และที่สำคัญ โครงการที่มีนักลงทุนจากประเทศจีน จะมีสวัสดิการเรื่องอาหาร ทำให้แรงงานอาจจะเลือกอยู่ในประเทศของตนเอง

“อย่างน้อยปีหน้า เรามั่นใจว่าจะโต 5% สูงกว่าภาพรวมเศรษฐกิจ แต่เราก็ยังเชื่อมั่นในยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งเรื่องการเร่งรัดโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง, รถไฟเชื่อม 3 สนามบิน, และโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี จะเป็นแรงหนุน แต่เราคิดว่า หากเลือกตั้งไม่เรียบร้อย จะส่งผลให้บรรยากาศไม่น่าลงทุน”

สำหรับภาพรวมธุรกิจรับสร้างบ้านไตรมาส 4 มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตามการขยายตัวของภาวะเศรษฐกิจประเทศปรับตัวดีขึ้น รวมถึงปัจจัยด้านการเมือง หลังจากรัฐบาลได้ส่งสัญญาณเลือกตั้งในช่วงต้นปี 2562 ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อทิศทางเศรษฐกิจ และการเมือง กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง และจะทำผู้บริโภคกล้าใช้จ่าย และลงทุนสร้างบ้านมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการต่างก็ต้องเร่งสร้างยอดขายให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ ทำให้มีการจัดโปรโมชั่นต่างๆ ออกมา เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจ ทั้งลด ทั้งแถม ผู้บริโภคเองมีตัวเลือกเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญ สถาบันการเงินเริ่มคุมเข้มในการปล่อยสินเชื่อ และจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตอันใกล้ ดังนั้น เชื่อว่า ผู้บริโภคจะรีบตัดสินใจสร้างบ้านในช่วงนี้ เพราะจะคุ้มค่า หรือเรียกได้ว่าเป็นโอกาสทองของผู้บริโภคก็ว่าได้

โดยทางสมาคมฯ ได้ประเมินช่วงต้นปี จะเติบโต 5% ทำให้ปีนี้ มูลค่าตลาดรับสร้างบ้านโดยรวมของกลุ่มสมาชิกสมาคมรับสร้างบ้าน อยู่ที่ราว 11,500 ล้านบาท ทั้งนี้ ยอดขายรวมของสมาชิกสมาคมฯ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของตลาดบ้านสร้างเองในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่มีมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าบ้านสร้างเองทั่วประเทศ ประมาณ 120,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งที่ทำให้ตลาดปีนี้เติบโตเกินคาด มาจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดสร้างบ้านบนที่ดินตัวเองมีการอั้นการใช้เงิน ทำให้ตลาดชะลอตัวลง เริ่มมาตัดสินใจสร้างบ้านในปีนี้มากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคมองว่า ปีหน้าราคาวัสดุก่อสร้างอาจจะมีราคาแพงขึ้น ประกอบกับคนรุ่นใหม่ (เจน วาย) อายุ 25-34 ปี เริ่มมาสร้างบ้านของตนเองในเมืองอยู่ใกล้กับพ่อแม่ แทนที่จะเลือกไปซื้อโครงการคอนโดมิเนียม อีกทั้ง ด้วยเรื่องของภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง เป็นปัจจัยที่ทำให้คนมีที่ดินนำมาปลูกสร้างบ้าน ขณะเดียวกัน ลูกค้าบางรายตัดสินใจทุบ และสร้างบ้านใหม่ ซึ่งอาจจะมาจากเรื่องไม่ต้องการไปอยู่นอกเมือง และเรื่องสภาพบ้านที่ประสบกับน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา “แต่ก่อนจะปลูกสร้างบ้านก็จะอายุประมาณ 40 ปี แต่เดี๋ยวนี้ เจนวาย หันมาปลูกสร้างบ้าน ส่วนนี้เติบโตประมาณ 20% ระดับราคาประมาณ 5-10 ล้านบาท”

ด้านนายวรวุฒิ กาญจนกูล เลขาธิการสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ได้กล่าวเสริมถึงเทรนด์ในการปลูกสร้างบ้านในปีหน้าว่า ตลาดบ้านสำหรับผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น ขณะที่การให้ความสำคัญกับเรื่องของการประหยัดพลังงาน และการใช้เทคโนโลยีจะมีความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจกับสุขภาพ เลือกใช้วัสดุที่ไม่เป็นพิษต่อสุขภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นไปตามพฤติกรรมผู้บริโภค โดยขนาดบ้านบ้านจะกะทัดรัด ตามราคาที่ดินที่แพงขึ้น แต่ฟังก์ชันอเนกประสงค์ปรับเปลี่ยนได้ การออกแบบดีไซน์ต้องตรงใจลูกค้า อีกทั้งการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาช่วยเสริมระบบก่อสร้าง ซึ่งจะช่วยให้สามารถแข่งขันในตลาดได้แทนการแข่งขันด้านราคา ทั้งนี้ จะเห็นว่ามีการนำระบบพรีแฟบ หรือโครงสร้างสำเร็จรูปมาใช้ ก็เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั่วประเทศแล้ว

ส่วนแผนงานหลักของสมาคมฯ ยังคงมุ่งเน้นสานต่อนโยบายแผนสร้างสมาคมฯ ให้เป็นองค์กรขนาดใหญ่ ด้วยการขยายเพิ่มจำนวนสมาชิกทุกประเภทขึ้นอีกอย่างน้อย 10% จากปัจจุบันที่มีอยู่จำนวนทั้งสิ้น 148 ราย เป็นผู้ประกอบการรับสร้างบ้าน 57 ราย และที่เหลือเป็นกลุ่มวัสดุฯ นอกจากนี้ จะสนับสนุนและส่งเสริมศักยภาพของสมาชิกผ่านกิจกรรมในทุกๆ ด้าน โดยจะเปิดโอกาสให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ทำธุรกิจรับสร้างบ้าน ได้เข้ามาเป็นสมาชิกมากขึ้น พร้อมทั้งผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างสมาชิก และเครือข่าย.

ภาพ-ที่มา : https://mgronline.com/stockmarket/detail/9610000125771